MY CALENDAR 51011411102

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรคอ้วน

โรคอ้วน

สาเหตุของการอ้วน

1. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อและแม่เป็นคนอ้วน ลูกก็มีโอกาสอ้วนได้มา

2. ทานอาหาร มากเกินต้องการของร่างกาย อาหารที่เกินนี้จะกลายเป็นไขมันสะสม ทำให้น้ำหนักร่างกายเพิ่มขึ้น

3. กิจกรรมน้อย เมื่ออายุมากขึ้น การใช้แรงงานของร่างกายลดลง ทำให้มีพลังงานเหลือเก็บ สะสมเป็นไขมัน

5. ยา บางอย่าง เมื่อกินเข้าไปแล้ว ทำให้อยากอาหารมากขึ้น, รับประทานอาหารมากขึ้น

6. ภาวะจิตใจ ผิดปกติ

คุณเข้าข่ายของสาเหตุพวกนี้หรือไม่ ถ้าใช่ทำอย่างไรดี???

วิธีลดความอ้วน

1. การควบคุมอาหาร

2. ออกกำลังกาย

3. การใช้ยาลดน้ำหนัก

4. การใช้อาหารลดน้ำหนัก

5. การผ่าตัด

6. การฝังเข็ม

7. การกดจุด

คนอ้วนมักจะทานอาหารที่มีแคลอรี่ เกินความต้องการของภายในแต่ละวัน จึงทำให้มีพลังงานเหลือใช้ ซึ่งจะถูกนำไปเก็บไนรูปไขมัน

การออกกำลังกาย แต่อย่างเดียวโดยไม่ควบคุมอาหารเลยทำให้การลดความอ้วนเป็นไปได้ยาก แม้เราจะพยายามออกกำลัง มาก ๆ ทุกวัน ซึ่งจะช่วยเผาผลาญ พลังงานได้ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณอาหารที่เรารับประทานแล้ว เรารับพลังงานจากอาหารเข้าไปมากกว่า พลังงานที่เผาผลาญไปจากการออกกำลังกาย

ทำไมเราจึงต้องลดความอ้วน

เพราะความอ้วน ทำให้เกิดโรคได้มากกว่า คนปกติ ได้แก่

1. โรคเบาหวาน

2. ความดันโลหิตสูง

3. ไขมันในเลือดสูง

4. นิ่วในถงน้ำดี

5. โรคปอด

6. ข้อเสื่อม

7. โรคหัวใจ

8. มีความต้านทานต่อโรคต่ำ

9. มะเร็ง

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการดวบคุมอาหาร

1. ทานอาหารมื้อเย็นให้น้อยที่สุด เพราะอาหารมื้อเย็น ร่างกายไม่ค่อยได้นำไปใช้มักจะเก็บสะสม ในรูปไขมัน

2. ค่อย ๆ ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ

3. งดอาหารจุกจิกระหว่างมื้อ

4. ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ ลดการดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน เบียร์ สุรา

5. ไม่ทานอาหารทอด ทานอาหารที่ปรุงโดยการ ต้ม นึ่ง อบเผา ปิ้ง

6. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน หรือโคเรสเตอรอลสูง เช่น เนย ไข่แดง ปลาหมึก เค็ก คุ๊กกี้ เครื่องใน หมูสามชั้น ขาหมู หนังไก่ ข้าวมันไก่

7. ควรกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่นเนื้อสัตว์ แต่ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่นเนื้อปลา

8. รับประทานผักให้มาก เพราะให้พลังงานแคลอรี่น้อย แต่ช่วยเพิ่มกากใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ให้เกลือแร่และวิตามินด้วย

9. ลดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน

10. เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยกินเมื่อหิวเท่านั้น ไม่กินพร่ำเพรื่อ กินอาหารช้า ๆ เคี้ยวช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด

11. พยายามมุ่งมั่นในการลดน้ำหนัก เตือนสติตัวเองอยู่เสมอ พยายามชั่งน้ำหนักตัวเองบ่อย ๆ ทุกวัน ทำตารางการออกกำลังกาย ตารางการทานอาหารในแต่ละมื้อ


ระวังภัยจากซีสต์

ระวังภัยจากซีสต์

ซีสต์เต้านม

เราควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเพื่อป้องกันวิธีการก็ง่ายๆๆ เพียงนอนลง ยกแขนข้างหนึ่งแล้วใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างหนึ่งคลำให้ทั่ว หากคลำพบสิ่งผิดปกติ เช่น มีก้อนเล็กหรือก้อนใหญ่ที่เต้านมก็ควรไปพบแพทย์ อย่าได้นิ่งนอนใจหรืออายหมอเพราะมันอาจไม่ใช่ซีสต์ธรรมดาที่ยุบไปได้เอง แต่มันอาจเป็นซีสต์ที่ยุบหนอพองหนอเรื้อรัง หรือเป็นมะเร็งเต้านมก็ได้

ซีสต์เกิดขึ้นได้อย่างไร

เป็น ผู้หญิงก็คงหนีไม่พ้นวงจรรอบเดือนในแต่ละเดือน และรอบเดือนนี่แหละที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ และตัวรังไข่จะถูกกระตุ้นให้การเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมพร้อมที่จะมีไข่ตกและ เตรียมให้มีการฝังตัวของรังไข่เมื่อมีการตั้งครรภ์ ต่อมน้ำนมก็จะพองตัวขึ้นด้วยเพื่อเตรียมผลิตน้ำนม และเมื่อฮอร์โมนลดลง ประจำเดือนหมด ต่อมน้ำนมก็จะยุบลง แต่ถ้าต่อมน้ำนมพองตัวแล้วไม่ยุบลงก็จะเกิดเป็นซีสต์ขึ้นมา

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดซีสต์

มีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป (แต่ถ้าขาดฮอร์โมนตัวนี้ จะทำให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้)สิ่งแวดล้อม และอาหารปนเปื้อน สารเคมี ไปช่วยกระตุ้น ให้มีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น

อาการของซีสต์

ซีสต์เพิ่มจำนวนขึ้นเนื่องมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งอยู่ในเซลล์ของเต้านม พร้อมกันนี้เซลล์จะเติบโตขึ้นในต่อมน้ำนม และจะรู้สึกเจ็บก่อนมีประจำเดือนทำให้รู้สึกตึงเต้านมเล็กน้อย จนกระทั่งเจ็บเมื่อสัมผัสแตะต้อง ผู้หญิงอาจกังวลว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วซีสต์ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นมะเร็ง โดยสังเกตได้คร่าวๆด้วยตัวเองคือ ซีสต์จะโตๆยุบๆตามรอบเดือน แต่มะเร็งจะโตขึ้นเรื่อยๆ อาการของซีสต์เต้านมจะเจ็บปวด ส่วนมะเร็งจะไม่มีอาการเจ็บปวด นอกจากนี้ซีสต์จะมีลักษณะเป็นก้อนนุ่มๆ แต่มะเร็งจะเป็นก้อนแข็งๆ